ไอโอดีน...สำคัญอย่างไร?

ไอโอดีน...สำคัญอย่างไร?

 
ไอโอดีน (Iodine) คือ แร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ และมีความจำเป็นต่อร่างกาย ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์หรือสร้างขึ้นได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น ร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับไอโอดีนในปริมาณที่มากแต่ไม่สามารถขาดได้ ไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ และต่อมไทรอยด์จำเป็นต้องใช้ไอโอดีนเพื่อสร้างฮอร์โมนชื่อว่า ไทรอกซิน (Thyroxine) ซึ่งเป็นไทรอยด์ฮอร์โมนที่มีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย อุณหภูมิของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในเลือด ควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง ประสาท และเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งควบคุมอารมณ์และความรู้สึกให้เป็นไปอย่างเหมาะสม 
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่ต้องอาศัยไอโอดีนในการทำงาน โดยต้องการไอโอดีนอย่างน้อย 50 ไมโครกรัมต่อวัน ในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน  ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของสมองและการเจริญเติบโตของทารกตั้งแต่ในครรภ์จนกระทั่งคลอด เริ่มจากทารกในครรภ์มารดาระหว่าง   0 - 12 สัปดาห์แรก ต่อมไทรอยด์ในตัวทารกยังไม่ทำงานและยังไม่สร้างไทรอยด์ฮอร์โมน  แต่จะทำงานเมื่อทารกในครรภ์อายุ  12  สัปดาห์ ขึ้นไปจนถึงก่อนคลอด ฉะนั้นทารกในครรภ์ระหว่าง 0 - 12 สัปดาห์แรกจะรับไทรอยด์ฮอร์โมนโดยตรงจากมารดาผ่านรกมาควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง หากมารดาเกิดขาดสารไอโอดีนอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน ทารกในครรภ์ก็จะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ตามไปด้วย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ พัฒนาการของสมองทารกในครรภ์จะผิดปกติ ส่งผลให้สมองไม่มีการพัฒนา        ระดับไอคิวธรรมชาติที่ให้มาจาก 150 จะลดลงไปเหลือประมาณ 60 ซึ่งถือว่าต่ำมาก ฉะนั้นระยะเวลาพัฒนาการของสมองทารกในครรภ์มารดาตั้งแต่แรกจึงมีความจำเป็นที่สุด 
ภาวะขาดไอโอดีน
สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดไอโดดีนจะส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ความคิดความอ่านช้าลง เชื่องช้า ง่วงซึม น้ำหนักตัวเพิ่ม ร่างกายขาดพลังงาน หนาวง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ในเพศชายจะมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในเพศหญิงประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ ทารกมีความเสี่ยงผิดปกติในหญิงตั้งครรภ์ เป็นโรคคอพอก และโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ เป็นต้น 
ประโยชน์ของไอโดดีน
  • ช่วยให้ระบบการทำงานและการเจริญเติบโตของต่อมไทรอยด์เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยพัฒนาสมอง ทำให้ความคิดความอ่านว่องไว กระฉับกระเฉง (ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของต่อมไทรอยด์)
  • ช่วยบำรุงให้ร่างกายมีพลังงาน เพิ่มความกระตือรือร้น
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะทำงานเป็นปกติ ควบคุมการกระจายตัวของน้ำในร่างกาย
  • ช่วยบำรุงสุขภาพเส้นผม เล็บ ผิวพรรณ และฟัน ให้มีความแข็งแรง
  • ช่วยในการเคลื่อนย้ายแคลเซียม และฟอสฟอรัสจากกระดูก
  • ควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง
  • ควบคุมการทำงานของระบบประสาท การทรงตัว การเดิน รวมถึงการพูด
  • ควบคุมการเกิดความดันโลหิต และป้องกันระดับความดันผิดปกติ
  • ควบคุมอัตราเมแทบอลิซึม (Metabolism) ของร่างกาย
  • ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
  • กระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ช่วยให้ร่างการเผาผลาญพลังงานและไขมันได้ดี
  • กระตุ้นการทำงานของหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและอัตราการเต้นเป็นปกติ
  • กระตุ้นการหลั่งน้ำนมของสตรีให้นมบุตร
  • ป้องกันไม่ให้เด็กพิการ หญิงแท้งบุตรง่าย และอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย 
อาหารที่มีไอโดดีนสูง
  • อาหารทะเลทุกชนิด เช่น ปลาทะเล สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า ปลากะพง เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด
  • ไข่
  • น้ำมันตับปลา 
  • กระเทียม หัวหอม
  • ผักกาดเขียว ผักขม
  • โยเกิร์ต
  • เมล็ดงา ถั่วเมล็ดแบน
  • สตรอเบอร์รี่
  • เกลือทะเล
  • ผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนทุกชนิด เช่น เกลือเสริมไอโอดีน น้ำดื่มเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีน เป็นต้น 
ความต้องการไอโอดีนต่อวัน
มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับประทานสารอาหารต่างๆ โดยระบุว่า ร่างกายควรได้รับไอโอดีนเฉลี่ยให้ได้วันละ 50 - 150 ไมโครกรัม แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 200 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งปริมาณไอโอดีนที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน สามารถแยกได้ตามช่วงวัย ดังนี้ 
เด็กแรกเกิด - 6 เดือน        ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 40 - 50 ไมโครกรัม
เด็กอายุ 6 เดือน - 6 ปี       ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 50 - 90 ไมโครกรัม
เด็กอายุ 6 ปี - วัยรุ่น          ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 120 ไมโครกรัม
ผู้ใหญ่                            ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 150 ไมโครกรัม
หญิงตั้งครรภ์                   ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 200 ไมโครกรัม
หญิงให้นมบุตร                ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ 200 ไมโครกรัม 
ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ผลิตเกลือเสริมไอโอดีนจำหน่าย โดยให้มีอัตราส่วนไอโอดีน 30 ไมโครกรัมต่อเกลือ 1 กรัม ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ผสมเกลือเสริมไอโอดีนเพียง 2 กรัม เท่ากับว่าร่างกายได้รับไอโอดีน 60 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการป้องกันการขาดไอโอดีน หรือสามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนก็ทำให้ร่างกายได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอ และหลีกพ้นจากโรคภัยไข้เจ้บจากการขาดไอโอดีนได้ 
จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง หากไกลจากโรคขาดไอโอดีน และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย      วันละ 6 - 8 แก้ว (1.5 - 2 ลิตร) เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) ด้วยคุณสมบัติเด่น เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก คงไว้ซึ่งแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ส่งผลให้ทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพดีกันตลอดไป

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates