อาการโรคมะเร็งในผู้หญิง..ที่ไม่ควรละเลย

อาการโรคมะเร็งในผู้หญิง..ที่ไม่ควรละเลย

 
ในร่างกายของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนปกตินั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้ Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แห่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสัน  ในซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา  ได้กล่าวไว้ว่า  กุญแจสำคัญคือการให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า  อาการใหม่ๆบางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย  และเราควรต้องทราบว่าอาการเหล่านั้นเป็นอย่างไร และหมายถึงอะไร   ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้
1) เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง
ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วไม่ใช่มะเร็ง  เบื้องต้นเราควรรู้จักสังเกตและตรวจเช็คร่างกายของตัวเอง   ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้แก่
  • ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
  • หัวนมบุ๋ม
  • มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
  • เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง
จากอาการที่ได้กล่าวไปแล้ว  เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด  แพทย์อาจตรวจร่างกายและสอบถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคนไข้  นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบและตรวจร่างกายอย่างละเอียดด้วยเครื่อง  แมมโมแกรม  หรือการตรวจชิ้นเนื้อ  โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆไปทดสอบ
2) อาการบวม
Dr. Marleen Meyers  แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าวว่า  ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ  รอดูอาการสัก 1 – 2 สัปดาห์  เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่ 
Dr.Andersen กล่าวว่า  หากอาการไม่ดีขึ้น  หรือมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย  เช่น น้ำหนักลด หรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดเนืองๆ  มักบ่งชี้โรคมะเร็งรังไข่   จึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ  หรืออาจตรวจอัลตราซาวด์   เพื่อหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย
3) มีเลือดออกระหว่างไม่มีประจำเดือน
การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวกับประจำเดือน  หรือมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน  เป็นเรื่องไม่ปกติ  ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน   อาการดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก  หรือมะเร็งในเยื่อโพรงมดลูกได้
4) ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
Dr. Meyers กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด  รูปทรง  และสีสันของขี้แมลงวัน  หรือจุดต่างๆ  เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้  ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด  บางครั้งอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย   ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
5) มีเลือดออกปะปนมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ
Dr. Meyers กล่าวว่า  ควรบอกแพทย์ผู้ทำการตรวจให้ทราบ  หากมีเลือดออกปะปนมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการดังกล่าวติดต่อกันมากกว่า 1 หรือ 2 วัน
Dr. Herbert Lepor  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะใน NYU’s Langone กล่าวว่า  อุจจาระปนมากับเลือดบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร  แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย  ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะอาหาร  หรือมะเร็งที่ไต
6) การเปลี่ยนแปลงของต่อน้ำเหลือง
Dr. Meyers กล่าวว่า ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก  ขนาดประมาณถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย  การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ  แต่โรคมะเร็งบางชนิด  เช่น  มะเร็งเม็ดเลือดขาว  และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง  อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน  ดังนั้นควรพบแพทย์ทันทีหากพบว่ามีก้อนเนื้อ  หรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย  ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น
7) ปัญหาการกลืน
อาการกลืนลำบากในบางครั้งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลมากนัก  แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ  ร่วมกับมีอาการอาเจียน  และน้ำหนักลดแล้ว  ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ  แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหาร  ด้วยการตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม  ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นในลำคอได้ชัดเจนขึ้นในระหว่างเอกซเรย์
8) น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไป   แต่การสูญเสียน้ำหนัก  10  ปอนด์  หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานและการออกกำลังกายเลยนั้น  อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้  แต่การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่อาจไม่ใช่โรคมะเร็ง  ซึ่งแพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อหาสาเหตุ  รวมไปถึงการตรวจเลือดและซีที สแกน (CT Scan) ด้วย
Dr. Meyers กล่าวว่า  การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจ  มักเกิดจากความเครียด  หรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ  แต่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน  มะเร็งกระเพาะอาหาร  และมะเร็งปอด  ก็เป็นไปได้เช่นกัน
9) อาการแสบร้อนในทรวงอก
การทานอาการมากเกินไป  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  และความเครียด (บางครั้งเป็นทั้ง 3 อย่างรวมกัน)  มันเป็นสาเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้  Dr. Meyers แนะนำให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานสัก 1 – 2 สัปดาห์  เพื่อให้อาการดีขึ้น  แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข  เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลง  อาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร  มะเร็งลำคอ  หรือมะเร็งรังไข่ได้
10) การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
สำหรับคนที่สูบบุหรี่  ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก  หรือบนริมฝีปาก  ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก  ควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์  เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป
11) มีไข้
การมีไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้  อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว  หรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ  แพทย์จะทำการตรวจและสอบถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย  และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป
12) ความเมื่อยล้า
ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย  แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป  นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ  ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้น  หรือหากมีอาการอื่นร่วมด้วย  เช่น  มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ  แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป
13) อาการไอ
การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปภายใน 3 – 4 สัปดาห์  อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น  ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่สูบบุหรี่  หรือหายใจไม่ออก  หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์  การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด
14) อาการปวด
โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด  แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก  มะเร็งสมอง  หรือมะเร็งชนิดอื่นๆได้  ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้  ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการดังกล่าวนานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น
15) ปวดท้องและซึมเศร้า
Dr. Meyers  กล่าวว่า  การเกิดอาการทั้งสองอย่างนี้พร้อมกันนั้นเป็นอาการที่หาได้ยาก  แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกัน  อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้   หากเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดนี้  ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายทันที
อย่าลืมตรวจเช็คและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  เพื่อเป็นการป้องกันและเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันการณ์   รวมทั้งควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  และการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เป็นสิ่งจำเป็น   ควรดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้ว ( 1.5 – 2 ลิตร)  ที่สำคัญควรเลือกน้ำดื่มที่ดีมีประโยชน์  สะอาด  และปลอดภัย   ควรเป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็กจากเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater)  ได้รับมาตรฐานการกรองทั้งระบบจากองค์การอนามัยแห่งชาติ  ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)  น้ำดื่มไอวอเตอร์คงไว้ซึ่งแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำ  เช่น  แคลเซียม  แมกนีเซียม  และโพแทสเซียม  ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย   จาปินปรารถนาให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง  ปลอดภัยห่างไกลจากโรคมะเร็งตลอดไปค่ะ

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates