"ลำไส้ใหญ่" อวัยวะที่ต้องใส่ใจดูแล - หมอโฆษิต

"ลำไส้ใหญ่" อวัยวะที่ต้องใส่ใจดูแล

 
        ลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะในช่องท้องส่วนต่อจากลำไส้เล็ก ทางด้านขวาของช่องท้อง มีส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ยืดออกไปยาวประมาณ 3 นิ้ว เรียกว่า “ไส้ติ่ง” (Appendix) แล้วลำไส้ใหญ่จะวกขึ้น (Ascending Colon) ทางด้านข้างขวา ถึงช่วงกลางช่องท้องจะวกขวางช่องท้อง (Transverse Colon) ไปทางด้านซ้ายช่วงท้อง และวกลง (Descending Colon) ลงสู่ช่วงล่างของช่องท้อง แล้วจึงวกลงสู่ช่วงกลางส่วนล่างของช่องท้อง คนทั่วไปเรียกว่า “ไส้ตรง” (Rectum) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่และเป็นบริเวณเก็บพักอุจจาระเพื่อระบาย ขับถ่ายออกทางรูทวารหนัก (Anus) รวมความยาวทั้งหมดประมาณ 6 ฟุต ภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดนี้จะเป็นที่เก็บกักกากอาหารหรือสิ่งสกปรกที่ร่างกายไม่ต้องการ ให้ขับถ่ายออกทางรูทวารหนัก โดยเฉพาะบริเวณไส้ตรงจะมีอุจจาระอยู่มากกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นภายในลำไส้จึงมีสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายรวมถึงเชื้อโรคนานาชนิดอาศัยอยู่ทำให้กลายเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายได้ง่าย
        ในปัจจุบันนี้พบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากขึ้นเป็นอันดับสองของมะเร็งในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับสามของมะเร็งในผู้หญิง
        สาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มาจากท้องผูก การขับถ่ายอุจจาระที่ไม่ปกติ ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอขับถ่ายไม่เป็นเวลา อาการท้องผูกมักจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ผิดปกติไป เช่น ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา บางครั้งกินมากเกินไปหรือกินน้อยเกินไป กินอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด กินอาหารที่มีสารพิษ ไม่สะอาด ไม่สด อาหารตกค้าง การดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่างๆ อาหารที่ปนเปื้อนสารพิษและสารตกค้าง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องขับออกทางอุจจาระ
        เมื่อมีอาการท้องผูก ขับถ่ายไม่ปกติ เมื่ออุจจาระที่แข็งถูกขับถ่ายออกทางทวารหนัก ความแข็งของอุจจาระสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อบริเวณรอบๆ รูทวารหนักได้ ประกอบกับมีเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียที่มีมากในบริเวณดังกล่าวร่วมผสมโรง ก่อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เป็นต้นเหตุให้เกิดริดสีดวงทวาร ลุกลามเป็นติดเชื้อในลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่อักเสบ เกิดแผลในลำไส้ใหญ่ และพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในที่สุด
        นอกจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดธรรมชาติ ชีวิตความเป็นอยู่ที่เร่งรีบ การทำงานที่ต้องแข่งขันกัน ความกังวลต่างๆ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดภาวะเครียด ก็เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องผูก ได้ เช่นกัน
        หากท่านมีอาการขับถ่ายผิดปกติ มีท้องผูกสลับกับท้องเสีย มีเลือดออกทางรูทวารหนัก อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะมีอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หงุดหงิด ควรใส่ใจเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป โดยเฉพาะผู้ที่อายุย่างเข้าวัย 50 หรือ ผู้สูงวัย ควรได้รับการตรวจร่างกายเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะจากสถิติคนในวัย 50 ปีขึ้นไปพบว่า เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ค่อนข้างสูง
        การป้องกันที่ดีที่สุด คือการดูแลสุขภาพและให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระเป็นปกติ การดื่มน้ำ iWater  ทุกวัน วันละ 6 - 8 แก้ว (1.5 - 2 ลิตร) รับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น การดื่มนมหรือนมเปรี้ยวที่มีเชื้อโรคที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย (Probiotic) เช่น แลคโตแบซิลัส (Lactobacillus) จะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มลงขับถ่ายได้คล่อง ภายในลำไส้ใหญ่สะอาดขึ้น สุขอนามัยลำไส้ใหญ่ดีขึ้น เป็นการป้องกันมิให้ความผิดปกติเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ได้
        จากคุณสมบัติของน้ำ iWater  ที่มีกลุ่มโมเลกุลเล็ก (น้ำนาโน) และมีปริมาณออกซิเจนมาก มีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ได้ ในภาวะผิดปกติ น้ำ iWater  ยังสามารถดื่มร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปได้ว่า น้ำ iWater  ดื่มเพื่อป้องกันอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงในการเกิดริดสีดวงทวาร ลำไส้ใหญ่อักเสบ แผลในลำไส้ใหญ่ รวมไปถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี ให้หมั่นถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้คุณได้ดื่ม น้ำ iWater แล้วหรือยัง ?”

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates