กรดไหลย้อน...เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้ !!

กรดไหลย้อน...เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้ !!

        กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD) เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ  ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอก  หรืออาการขย้อนจนรบกวนชีวิตประจำวันได้  สามารถพบได้ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะหลอดอาหารอักเสบ มีแผลที่หลอดอาหาร  หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
  • กรดไหลย้อนธรรมดา หมายถึง กรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ภายในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดอาหารเท่านั้น 
  • กรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสีย หมายถึง กรดที่ไหลย้อนขึ้นมาอยู่ภายในหลอดอาหาร  และไหลเกินขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาการส่วนบนอย่างผิดปกติ  ทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่คอและกล่องเสียงขึ้น
อาการ
  • แสบร้อนบริเวณหน้าอก หลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก การนอนหงาย
  • มีรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก จนทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหารขึ้น ได้แก่ หลอดอาหารอักเสบ มีเลือดออกจากหลอดอาหาร กลืนติด  กลืนลำบาก
  • ท้องอืด แน่นท้อง  คลื่นไส้  อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • เจ็บหน้าอก จุกคล้ายมีอะไรติดหรือขวางบริเวณคอ  ต้องพยายามกระแอมออกบ่อยๆ
  • หืดหอบ ไอแห้งๆ เสียงแหบ เจ็บคอ อาการเหล่านี้เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง  ทำให้กล่องเสียงอักเสบ
  • ในเด็กเล็ก อาการได้แก่  อาเจียนบ่อยหลังดูดนม  โลหิตจาง  น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย  ไอเรื้อรัง  หืดหอบในเวลากลางคืน  ปอดอักเสบเรื้อรัง  ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ
สาเหตุ
  • เกิดจากความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร ที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมีความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดน้อยกว่าในคนปกติ ความผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่  และยาบางชนิด  เช่น ยารักษาโรคหอบหืดบางตัว
  • เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
  • เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ  ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น  อาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลต จะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง
  • เกิดจากโรคไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatus Hernia) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นยื่นเข้าไปในกระบังลม
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะ และเพิ่มอาการกรดไหลย้อน เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มอัดแก๊ส เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา  กาแฟ  โกโก้ ฯลฯ
  • สูบบุหรี่
  • ทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนประเภท ผัด ทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสจัด ซอสที่เป็นครีม  ฯลฯ
  • รับประทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว หรือทานเร็วเกินไป
  • รับประทานอาหารดึก หรือเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารยังไม่ครบ 4 ชั่วโมงแล้วนอน
  • เป็นโรคอ้วน ไม่ชอบออกกำลังกาย
  • อยู่ในช่วงตั้งครรภ์
  • ความเครียด ทำให้กระเพาะอาหาร  ลำไส้  หรือหลอดอาหารทำงานได้น้อยลง  และหลั่งกรดมากขึ้น
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยกรดไหลย้อนในกรณีทั่วไปจากการซักประวัติและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ทั้งนี้แพทย์อาจพิจารณาตรวจพิเศษเพิ่มเติมหากไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดหรืออาการไม่ชัดเจน เช่น
  • การส่องกล้องทางเดินอาหาร
  • การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร
  • การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร
  • การตรวจระบบทางเดินอาหาร
  • การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง
  • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์
  • การตรวจวัดความเป็นกรด
การรักษา
1) ปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต  อาจช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เช่น
  • รับประทานอาหารในปริมาณที่พอดีและตรงเวลา
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต ฯลฯ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปหรือรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป
  • ปรับหรือหนุนหัวให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
2) การรับประทานยาในกลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด เพื่อช่วยลดภาวะกรดในกระเพาะอาหาร หรือยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหาร  เพื่อช่วยเพิ่มการบีบตัวของลำไส้มากขึ้น  เช่น
  • ยาเคลือบกระเพาะอาหารรักษาแผล
  • ยาลดกรด
3) การผ่าตัด แพทย์จะทำการผ่าตัดซ่อมแซมกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร   อาจเป็นอีกทางเลือกของผู้ป่วยในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปด้านบน  ซึ่งจะใช้กับผู้ป่วยในบางกรณีดังนี้
  • แนะนำในกรณีที่การรักษาในข้อ 1) และ ข้อ 2) ไม่ได้ผล
  • ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานานแล้วไม่สามารถควบคุมอาการหรือหยุดยาได้
  • ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาเป็นเวลานาน หรือมีผลข้างเคียงจากยา
        กรดไหลย้อนเป็นสิ่งใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้   จาปินขอร่วมสนับสนุนให้ทุกท่านห่างไกลจากกรดไหลย้อน  ด้วยการหมั่นดูแลใส่ใจสุขภาพ  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตตามคำแนะนำ   และอย่าลืมดื่มน้ำไอวอเตอร์ (iWater) ให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว (1.5 – 2 ลิตร)  ด้วยคุณสมบัติเด่นเป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก   และคงไว้ซึ่งแร่ธาตุในน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ    สะอาดปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย  มั่นใจในคุณภาพและรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยแห่งชาติ  ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)  

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates