แพ้ภูมิตัวเอง?

แพ้ภูมิตัวเอง?

 
โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือมีชื่อที่รู้จักกันดีในบ้านเราว่าโรคพุ่มพวง เนื่องจากเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตนักร้องลูกทุ่งชื่อดังของเมืองไทย พุ่มพวง ดวงจันทร์  ซึ่งโรคนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus : SLE) เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมีความผิดปกติ โดยภูมิคุ้มกันจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ จนเกิดเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง ถ้าเป็นรุนแรงจะมีการทำลายอวัยวะภายในด้วย เช่น ไต หัวใจ ปอด และระบบประสาท โรคแพ้ภูมิตัวเองมีหลายชนิด ดังนี้
  • SLE : โรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดที่พบบ่อยที่สุด ภูมิคุ้มกันจะทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการและความเจ็บป่วย เช่น ผื่นแดงทางผิวหนัง ข้ออักเสบ สมองและระบบประสาทได้รับความเสียหาย อาจเกิดอาการทางประสาทเห็นภาพหลอนร่วมด้วย รวมถึงข้อต่อ ไต และอวัยวะอื่นๆ
  • Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  • Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา อาการแพ้เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่มและจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น 
  • Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังจากผื่นหาย
  • Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น 
แม้ว่าโรคแพ้ภูมิตัวเองจะไม่ได้พบบ่อยมากนัก แต่ก็สามารถพบได้เรื่อยๆ พบได้ทั้งแต่ในเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงวัยสาวถึงวัยกลางคน อายุระหว่าง 20-45 ปี อายุเฉลี่ย 30 ปี โดยผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย และพบได้ในทุกเชื้อชาติ แต่จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าคนผิวขาว สำหรับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนเป็นรุนแรง บางคนเป็นไม่รุนแรง ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบและดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากรักษาได้ทันท่วงที 
อาการ
โรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่มีลักษณะการแสดงออกได้หลากหลาย อาจมีอาการเฉียบพลันและรุนแรง หรือมีอาการค่อยเป็นค่อยไปเป็นช่วงระยะเวลานานหลายปี หรืออาจมีอาการแสดงออกของหลายอวัยวะในร่างกายพร้อมๆกัน หรือมีการแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทีละอย่างก็ได้ และเมื่อหายแล้วอาจกลับมาเป็นได้อีก ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้ 
  • อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในขณะโรคกำเริบ 
  • อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในระยะเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุด คือ มีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า ลักษณะเป็นผื่นบวมนูนแดงบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างและสันจมูก มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด ปลายเท้าซีดเขียวเมื่อถูกน้ำหรืออากาศเย็น อาจมีอาการผมร่วงและมีแผลในปากร่วมด้วย 
  • อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็กๆของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆกันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ อาจไม่พบอาการบวมแดง 
  • อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการไตเป็นอาการนำ อาการสำคัญที่แสดงว่าไตอักเสบ ได้แก่ ขาบวม อาการบวมน้ำ ปัสสาวะเป็นฟอง ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ และมีความดันโลหิตสูงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการได้รับยาสเตียรอยด์ 
  • อาการทางระบบโลหิต อาการที่พบบ่อย ได้แก่ โลหิตจาง อ่อนเพลียหน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และเกล็ดเลือดต่ำ หลอดเลือดอักเสบ อาจพบเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ทั่วตัวคล้ายเป็นไข้เลือดออก 
  • อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้คือ อาการชักและอาการทางจิต นอกจากนั้นอาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง อาจพบได้ในระยะที่กำเริบ ไม่มีสมาธิ เครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาในความจำ สับสน เห็นภาพหลอน โดยอาจเป็นผลข้างเคียงมาจากอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็ได้ 
  • อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อยคือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด หรือไอ เหนื่อยง่าย ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ 
  • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็งจากการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆ 
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคนี้ เช่น ยา NSAIDs ยาสเตียรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์ 
สาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคแพ้ภูมิตัวเอง แต่จากหลักฐานทางการวิจัยพบว่า โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และการติดเชื้อโรค (โดยเฉพาะเชื้อไวรัส) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหรือมีโอกาสเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น แสงแดด โดยเฉพาะแสงอัลตราไวโอเลต การตั้งครรภ์ และยาบางชนิด ดังนี้ 
  • พันธุกรรม การถ่ายทอดทางพันธุกรรมอาจส่งต่อลักษณะบางอย่างที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ ซึ่งมักพบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30-40 และร้อยละ 7-12 ของผู้ป่วยเป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน 
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โรคนี้จะพบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งความรุนแรงของโรคยังแปรเปลี่ยนตามการตั้งครรภ์ ประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด 
  • การติดเชื้อ การได้รับเชื้อต่างๆ เช่น แบคทีเรีย หรือไวรัสบางชนิด ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้ 
  • การใช้ยา ยาบางประเภทเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมแสดงอาการของโรคนี้ได้ เช่น ยาต้านอาการชัก ยาคุมกำเนิด ยาลดน้ำหนักบางชนิด ยาปฏิชีวนะ และยากลุ่มควบคุมความดันโลหิต 
  • การได้รับสาร เช่น สารเคมี การสูบบุหรี่ และยาสูบต่างๆ 
  • แสงแดด สำหรับคนที่มีผิวไวต่อแสง การสัมผัสแสงแดดอาจทำให้เกิดรอยโรค เป็นเหตุให้เกิดอาการต่างๆตามมาได้ 
การวินิจฉัย
เมื่อพบอาการที่น่าสงสัยของโรคแพ้ภูมิตัวเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการ โดยแพทย์อาจใช้ชุดตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยโรค ดังนี้ 
การตรวจเลือด
  • ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อดูปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และฮีโมโกลบินในเลือด เช่น หากป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง มักจะมีภาวะโลหิตจาง และปริมาณเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ 
  • วัดอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (Erythrocyte Sedimentation Rate : ESR) หากสูงแสดงว่ามีการอักเสบ และมีโอกาสในการป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง 
  • ตรวจการทำงานของตับและไต หากป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง มักส่งผลกระทบต่อตับและไตด้วย 
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกัน ANA (Antinuclear Antibody) หากมีผลเป็นบวก แสดงว่าอาจกำลังป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเองอยู่ 
การตรวจปัสสาวะ
ระดับโปรตีนที่เพิ่มขึ้นหรือเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นในปัสสาวะ อาจมาจากการป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเองจนมีผลกระทบต่อไต 
การฉายภาพ
ในบางรายที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคนี้ แพทย์จะเอกซเรย์ช่วงอก หรือตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงเพื่อดูผลกระทบที่เกิดจากโรคต่อปอดและหัวใจ เช่น สังเกตปริมาณของของเหลวหรือการอักเสบของปอด อัตราการเต้นของหัวใจ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจและส่วนอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง 
การรักษา
แพทย์จะพยายามควบคุมโรคให้สงบด้วยการให้ทานยา ทำการรักษาตามอาการที่พบ และติดตามอาการไปเรื่อยๆจนกว่าอาการจะสงบ หากเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะยิ่งทำให้แพทย์ทำการรักษาและควบคุมอาการของโรคได้ดียิ่งขึ้น จนไม่มีอะไรที่ต้องกลัว หรือถึงขั้นเสี่ยงเสียชีวิต โดยยาที่ใช้ควบคุมโรคนี้ ได้แก่
  • ยาลดการอักเสบไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Ani-Inflammatory Drugs : NSAIDs) บางชนิดสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น ยานาพรอกเซน (Naproxen Sodium) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ใช้ลดอาการปวด บวม หรือมีไข้ 
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) สามารถรักษาอาการอักเสบต่างๆ ที่เกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ ด้วยการลดปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันร่างกายลง แต่อาจส่งผลข้างเคียงได้ในระยะยาว 
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) จะออกฤทธิ์ให้ระบบภูมิคุ้มกันมีการทำงานที่ลดลง ทำให้อาการป่วยที่เกิดขึ้นบรรเทาลง มักใช้ในผู้ที่ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ยาอะซาไธโอพรีน (Azathioprine) ยาไมโคพีโนเลต (Mycophenolate) และยาเบลิมูแมบ (Belimumab) เป็นต้น 
  • ยาต้านมาลาเรีย (Antimalarial Drugs) สามารถนำมาใช้ควบคุมอาการโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ด้วย เพื่อลดผื่นคัน และลดอาการบวมตามข้อ 
ภาวะแทรกซ้อน
ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่างๆภายในร่างกาย ได้แก่
  • เลือด อาจเกิดภาวะโลหิตจาง เสี่ยงต่อการเสียเลือด การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และการติดเชื้อในกระแสเลือด 
  • ปอด อาจเกิดเยื่อหุ้มปอดอักเสบที่สร้างความเจ็บปวดในขณะหายใจ และเสี่ยงต่อปอดอักเสบได้ 
  • ไต อาจเกิดความเสียหายจากการอักเสบภายใน หรืออาจเกิดภาวะไตวายที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ 
  • หัวใจ อาจเกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดแดง และเยื่อหุ้มหัวใจ เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 
  • สมองและระบบประสาทส่วนกลาง อาจเกิดอาการที่มีความรุนแรงน้อยไปจนถึงรุนแรงมากคือ มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ  มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มีปัญหาด้านความจำ ประสาทหลอน เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ตลอดจนเกิดภาวะชัก
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอวัยวะและระบบต่างๆได้ง่ายขึ้น ทั้งจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันเองและจากการรักษาโรค ต้องทานยาลดการทำงานของภูมิคุ้มกัน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด รวมถึงเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ และการแท้งลูกในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ 
การป้องกัน
แม้ยังไม่มีวิธีการป้องกันโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ แต่คนทั่วไปสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ ด้วยการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป ไม่สูบบุหรี่ ไม่ตากแดดที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงสารเคมีเป็นพิษในชีวิตประจำวัน รักษาสุขอนามัยให้สะอาด ลดโอกาสในการติดเชื้อ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนทานยาอะไรเป็นประจำ 
ส่วนผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับการป่วยอย่างเข้าใจ และสามารถลดการกำเริบของโรคได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และพบแพทย์ตามเวลาที่นัดหมายทุกครั้งเพื่อติดตามอาการและควบคุมอาการของโรคให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้ 
  • ทานยาตามกำหนด ไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการกำเริบ
  • ควบคุมอาหาร รับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสกับแสงแดด และสารเคมี
  • ออกกำลังกายอย่างพอดี หลีกเลี่ยงการใช้แรงหรือออกกำลังกายในขณะที่มีอาการกำเริบ
  • รักษาสุขภาพจิต เรียนรู้การจัดการกับความเครียด 
จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง ด้วยการเริ่มต้นทุกๆเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำไอวอเตอร์ (iWater) และควรดื่มให้ได้วันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สามารถช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เครื่องผลิตน้ำดื่มไอเวอเตอร์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) ด้วยคุณสมบัติเด่น เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก คงไว้ซึ่งแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม  ส่งผลให้ทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพดีกันตลอดไป

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates