วิธีลดเลือน...ผิวแตกลาย

วิธีลดเลือน...ผิวแตกลาย

 
ผิวแตกลาย
ผิวแตกลายพบได้ทั่วไปในผู้หญิง  โดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์  ขณะที่ท้องมีขนาดใหญ่ขึ้นผิวก็จะยืดออก  ฮอร์โมน (Hormone) ที่มีมากในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้เส้นใยผิวอ่อนแอ  และทำให้เกิดรอยแตกลายได้  และอาจจางลงเมื่อมีการลดน้ำหนักหลังคลอดลูก  นอกจากนี้ผู้หญิงและผู้ชายที่เป็นโรคอ้วนมักพบปัญหาผิวแตกลายได้เช่นกัน  คนที่เล่นกล้ามซึ่งมีไขมันน้อยก็สามารถมีรอยแตกลายบริเวณที่กล้ามเนื้อนูนออกมา  แม้กระทั่งในเด็กก็สามารถมีผิวแตกลาย  ถ้าสรีระของร่างกายสูงขึ้นหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวแตกลายอาจจางลงเมื่อโตขึ้นตามวัยจนสู่วัยผู้ใหญ่ ปัญหาผิวแตกลายถึงแม้ไม่ส่งผลเสียหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ทำให้ผิวไม่น่ามองส่งผลต่อความมั่นใจ ทำให้เกิดความกังวลใจ และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้
สาเหตุการเกิดผิวแตกลาย
ผิวแตกลายเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง  และผิวไม่สามารถยืดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง  นอกจากนี้คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีน (Protein) ที่ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น  เมื่อผิวไม่มีคอลลาเจน (Collagen) เพียงพอ  ก็สามารถทำให้เกิดผิวแตกลายได้เช่นกัน  สำหรับสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดปัญหาผิวดังกล่าว  เช่น การมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  หรือเติบโตแบบพุ่งพรวดในเด็ก  การตั้งครรภ์  การผ่าตัดหน้าอก  การเล่นกล้าม  การได้รับสารสเตียรอยด์ (Steroid) มากเกินไป  การเป็นโรคมาร์แฟน (Marfan Syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เส้นใยผิวอ่อนแอและทำให้เกิดการเจริญเติบโตผิดปกติ
ลักษณะผิวแตกลาย
รอยแตกลายที่ผิวมีหลายสี  โดยเป็นได้ตั้งแต่สีแดง  สีน้ำตาล หรือสีชมพูจางๆ ไปจนถึงสีน้ำเงินปนม่วง  โดยเป็นเส้นบางๆ จางๆ ซึ่งอาจไม่ทันสังเกตเห็น สำหรับบริเวณที่รอยแตกลายสามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ แขน  ขา  ต้นขา สะโพก  ท้อง หน้าอก  หัวไหล่  หรือหลัง  การวินิจฉัยนั้น  แพทย์อาจซักถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพ  หากทานยาสเตียรอยด์ (Steroid) ไม่ว่าจะเป็นชนิดทานหรือทาผิวเป็นเวลานาน  การมีระดับของคอร์ติซอล (Cortisol) ที่เพิ่มขึ้นในร่างกายก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวดังกล่าว
วิธีลดเลือนผิวแตกลาย  สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
1) วิธีธรรมชาติ
     การลดเลือดรอยแตกลายด้วยวิธีธรรมชาติอาจใช้ได้ผลในกรณีที่เป็นรอยแตกลายใหม่และมีสีแดง ซึ่งอาจต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และต้องใช้เวลานานพอสมควร  มีวิธีดังต่อไปนี้
  • น้ำมะนาวเลมอน (Lemon Juice) มีความเป็นกรดที่ช่วยรักษารอยแตกลายถึงแผลเป็นอื่นๆอีกด้วย  วิธีการคือหั่นเลมอนครึ่งลูก  แล้วนำมาถูบริเวณผิวที่แตกลาย ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที  ให้น้ำเลมอนซึมเข้าสู่ผิวแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แนะนำให้ทำสัปดาห์ละครั้ง 
  • ไข่ขาว (Egg White) ไข่ขาวสามารถช่วยลดรอยแตกลายได้  ในไข่ขาวมีกรดอะมิโน (Amino Acid) และโปรตีน (Protein) ที่ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยวิธีทาไข่ขาวบริเวณผิวที่แตกลาย  ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 - 15  นาที  แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวัน 
  • ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ล้างและปอกเปลือกเอาเฉพาะเนื้อเจล  นำมาถูบริเวณผิวที่แตกลาย ทิ้งไว้ประมาณ  5  นาที  แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  ว่านหางจระเข้มีความเย็นและมีสรรพคุณช่วยในการบรรเทา  จะช่วยให้รอยแตกลายของผิวจางลงได้  วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวันเช่นกัน  แนะนำให้ใช้ว่านหางจระเข้สดๆจะช่วยให้ได้ผลดี 
  • สครับผิวด้วยน้ำตาล (Sugar Scrub) นำน้ำตาลทรายผสมกับน้ำมะนาวเลมอนและน้ำผึ้ง (อัตราส่วน 1 : ½ : ½ ช้อนโต๊ะ) คนให้เข้ากัน  ทาแบบวนและสครับบริเวณผิวที่แตกลายหรือบรเวณที่ต้องการ ประมาณ 3 – 5 นาที  แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นและเช็ดให้แห้ง ใช้น้ำมันแอลมอนด์ (Almond Oil) ทาซ้ำที่บริเวณดังกล่าว  สามารถทำได้ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา  1  เดือน จะพบว่ารอยแตกลายแลดูจางลง 
  • มันฝรั่ง (Potato) ใช้มันฝรั่งขนาดกลางๆมาตัดเป็นแผ่นหนาๆ  นำมาถูวนบริเวณผิวที่มีรอยแตกลายประมาณ 3 – 5 นาที  ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  ในมันฝรั่งมีวิตามินและแร่ธาตุที่จะช่วยเร่งในการฟื้นฟูเซลล์ผิว  สามารถทำได้ทุกวัน 
2) ยาและสารสกัดจากธรรมชาติ
  • เตรทติโนอิน (Tretinoin) และเรตินอยด์ (Retinoid) การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสาร 2 ตัวนี้ อาจช่วยให้รอยแตกลายใหม่จางลงได้ แต่ผิวอาจจะเป็นสีแดง เกิดการระคายเคือง หรือตกสะเก็ด นอกจากนี้ยังอาจใช้ป้องกันการเกิดริ้วรอยได้  เรตินอยด์ (Retinol) หรือเรียกอีกอย่างว่ากรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) นิยมนำมาใช้ทางด้านความงาม  ทั้งเรื่องสิวและการต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย (Anti-aging) รวมไปถึงการลดรอยแตกลายของผิว  แต่ทั้งนี้ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม  หากมีอาการแพ้  แสบแดง  ให้หยุดใช้และไปพบแพทย์ทันที 
  • สารสกัดเซนเทลลา เอเชียทิกา(Centella Asiatica Extract) คือสารสกัดจากใบบัวบก  มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นเซลล์ในร่างกายเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอลลเจน (Collagen) และเนื้อเยื่อผิว ในบางกรณีอาจใช้เพื่อรักษาแผล ซึ่งสารสกัดนี้พบได้ในครีมทาผิวสำหรับรอยแตกลาย 
  • น้ำมันบิทเทอร์อัลมอนด์ (Bitter Almond Oil) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ การใช้น้ำมันบิทเทอร์อัลมอนด์ (Bitter Almond Oil) อาจช่วยป้องกันหรือลดเลือนปัญหาผิวแตกลายได้  เพราะมีงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ใช้น้ำมันดังกล่าวนี้นวดผิวท้องในระหว่างการตั้งครรภ์  มีรอยแตกลายน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ 
  • สารสกัดจากธรรมชาติ (Natural Extracts) อื่นๆ การใช้โลชั่นหรือครีมทาผิวที่มีส่วนผสมจากสารสกัดโกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) เชียร์บัตเตอร์ (Shea Butter) น้ำมันอัลมอนด์ (Almond Oil) วิตามินซี (Vitamin C) น้ำมันมะกอก (Olive Oil) และมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ฯลฯ อาจช่วยให้บริเวณผิวแตกลายนุ่มลงได้ แต่มีผลช่วยลดเลือนและป้องกันได้ในระดับที่ต่ำ 
3) ทรีทเมนต์ (Treatment) หรือเลเซอร์ (Laser)
    แพทย์ผิวหนังอาจใช้ทรีทเมนต์ (Treatment) หรือใช้เลเซอร์ (Laser)  ช่วยทำให้รอยแตกลายจางลง  ซึ่งอาจช่วยให้เซลล์ผิวผลิตคอลลาเจน (Collagen) มากขึ้น ตัวอย่างมีดังนี้
  • Microdermabrasiob เป็นการใช้คริสตัลเล็กๆถูที่ชั้นบนของผิว ซึ่งมีงานวิจัยที่น่าสนใจว่า ทรีทเมนต์ (Treatment) ประเภทนี้ช่วยทำให้รอยแตกลายที่เกิดขึ้นใหม่ และรอยที่มีสีแดงจางลง  เมื่อทำควบคู่กับการลอกผิว
  • Fractional CO2 Laser เป็นทรีทเมนต์ (Teatment) ที่ช่วยทำให้รอยแตกลายเก่าที่มีสีขาวเรียบเนียนมากขึ้น  ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า  รอยแตกลายของผู้หญิงจากลงหลังจากการรักษาด้วยวิธีนี้ 5 ครั้ง  เมื่อเทียบกับคนที่ใช้ครีมเฉพาะจุดที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) และเตรทติโนอิน (Tretinoin)
  • Fulsed Dye Laser เป็นวิธีการรักษาโดยใช้แสงกับบริเวณที่เป็นรอยแตกลายที่เกิดขึ้นใหม่และมีสีแดง 
นอกจากนี้วิธีดูแลผิวที่ง่ายที่สุดก็คือการดื่มน้ำ  หากร่างกายขาดน้ำหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ  จะทำให้ผิวแห้งเพราะขาดความชุ่มชื้น   เมื่อผิวไม่มีความยืดหยุ่นก็จะแตกลายได้ง่าย   การดื่มน้ำมากๆจะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว    ดังนั้นควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว (1.5 – 2 ลิตร)  จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก  ด้วยเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater)  มั่นใจในคุณภาพและความสะอาด  ทุกหยดปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย  ผ่านการรับรองคุณภาพทั้งระบบจากองค์การอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา  (NSF)  ซึ่งเป็นหน่วยงานมาตรฐานระดับโลก

My Instagram

Made with by OddThemes | Distributed by Gooyaabi Templates